เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดขึ้นได้กับ คน และ ปลา ปลาตายไม่ทราบสาเหตุ เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม




การตายอย่างปัจจุบันทันด่วนของปลาตู้

           
ปลาก็คล้ายๆ กับคนเราซึ่งมีทั้งใจเสาะและใจแข็ง คนบางคนเห็นหน้ากันอยู่หยกๆ แต่พอคล้อยไปไม่เท่าไรก็ล่วงล้มผล็อยไปเฉยๆ ได้อย่างที่หมอปัจจุบันเขาเรียกกันว่าหัวใจวายนั่นแหละ ในบางครั้งเราจะเห็นได้ว่าแม้ปลาจะอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ยิ่งเพียงไรก็ตาม แต่ปลานั้นก็อาจตายไปได้ง่ายๆ ต่อหน้าต่อตา แล้วทั้งๆ ที่อยุ่ในตู้ที่มีสภาพดีเลิศ คือตู้ก็โตใหญ่พอ น้ำก็สะอาดและใส ต้นไม้ในตู้ก็งอกงามน่าชม แม้ปลาตัวอื่นๆ ในตู้เดียวกันก็คือมีสภาพความเป็นอยู่อย่างปกติการที่เป็นเช่นนี้ อาจเกิดจากอาการที่เรียกว่า Stroke ก็เป็นได้ 


อย่างคนเราเวลาเดินตากแดดไปนานๆ อาจเกิดเป็นลมหน้ามืดล้มตายไปในทันทีทันใดก็ได้ เรียกว่าอาการ Sunstroke เพราะอาการดังกล่าวไม่ใช่ว่าจะเกิดแก่คนเราเท่านั้นแม้ปลาก็เป็นไปได้พอๆ กัน นอกจากนี้อาการตายอย่างปัจจุบันทันด่วนของปลาอีกอย่างหนึ่ง ก็อาจเกิดจากปลากินอิ่มมากเกินไป จนกระทั่งเกิดอาการที่คนเราเรียกกันว่าแน่นตาย หรือจุกตาก็ได้ 


หากปลาตู้ใดเกิดมีสภาพเช่นนี้บ่อยๆ แล้ว ทางที่ดีที่สุดคือเอาปลาที่เหลือออกให้หมด แล้วเช็ดล้างตู้ปลานั้นให้สะอาดเอาน้ำเก่าออกให้หมดแล้วค่อยเอาปลากลับเข้าไปเลี้ยงใหม่หรือถ้าไม่ทำเช่นนี้จะปล่อยไปตามยถากรรมก็ได้ เพราะถือว่าเป็นความเล้นลับที่ไม่อาจค้นพบ หรือเป็นเรื่องที่แก้ไม่ตกเสียแล้ว จึงย่อมแล้วแต่โชค


ลงทุนกับการเล่น พนันออนไลน์ มีทุกอย่างให้ได้เล่น  
วมทุกอย่างของการเดิมพันออนไลน์   
แทงบอล มวย แทงหวย เกมส์ คาสิโน และอีกมากมาย   
ต้องการสมัครหรือสอบถาม แอดไอดีไลน์ CASATHAI   
เปิดบริการ 24 ชั่วโมง แอดมาคุยกันก่อนได้นะคะ 






เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม สาเหตุที่ปลามีลักษณะ ปลาตัวคด เกิดจากสาเหตุนี้



ปลาตัวคด
ปลาบางตัวเกิดมาแต่แรกๆก็ปกติดีแต่พอโตขึ้นมาหน่อยก็มีลักษณะค่อยๆ เห็นได้ว่าพิการ คือตัวคดตัวงออย่างไรพิกล เนื่องจากโรคโครงกระดูกของปลาตัวนั้นผิดปกติธรรมดา และการที่ปลาเกิดมีกระดูกสันหลังคดหรือแอ่นงอผิดรูปร่างไปเช่นนี้

บางทีก็เป็นเพราะปลากระโดดตกลงมาทำให้กระดูกกระทบกระเทือนและพิการไปแต่บางทีก็เป็นเพราะความอ่อนแอที่เกิดจากอาการของวัณโรคกระดูกก็เป็นได้ซึ่งโดยมากมักเป็นลักษณะที่แก้ไม่ตกเสียด้วย ถ้าปลาตัวไหนเกิดมีลักษณะอย่างนี้ก็หมายความว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นไปจนตาย

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ปลาตัวคด

ถ้าจะเลี้ยงต่อไปก็คงไม่ใช่เพื่อความสวยงามกันละแต่หมายถึงเลี้ยงไว้ด้วยใจยังสมเพชเวทนาปลาตัวนั้นมากกว่า เพราะปลาเช่นนี้จะไม่มีอะไรที่น่าหลงเหลืออยู่อีกเลย นอกจากความรำคานตา แต่แปลกที่เด็กๆ

บางคนเขาชอบปลาตัวคดตัวงอเช่นนี้ที่เด็กชอบไม่ใช่เพราะสวยเพราะงามอะไรแต่เพราะไม่ค่อยมีให้เห็นบ่อยนัก ก็เลยรู้สึกเป็นของแปลกจึงชอบใจกันปลาที่มีลักษณะเช่นนี้โดยมากอายุสั้นกว่าปลาปกติ


ศูนย์รวมพนันออนไลน์ ครบทุกวงจร  เล่นพนันผ่านระบบออนไลน์  แอดไอดีไลน์ CASATHAI  
มีน้องๆทีมงามคอยบริการ 24 ชั่วโมง แอด ID : LINE มาคุยกันก่อนได้นะคะ 

สาเหตุและอาการที่ทำให้ ปลาตัวสั่น เลี้ยงปลาตู้ ชมรมเลี้ยงปลา


ปลาตัวสั่น
อาการสั่นของปลาหรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Shaker หรือ Shimmies นั้น โดยมากเกิดจากความหนาวเย็น เท่าที่ข้าพเจ้าเห็นบ่อยๆ ก็ได้แก่ปลา Midnigth เช่นเวลาเปลี่ยนน้ำกันใหม่ๆ เป็นต้น มักจะมีอาการเบี่ยงบ่ายตัวไปข้างใดข้างหนึ่ง อย่างแข็งๆ ทื่อๆ คล้ายๆ กับว่ายน้ำอยู่กับที่ คือในขณะที่หางกระดิกอยู่ตลอดเวลา แต่ตัวกลับไม่ขยับเขยื้อนในการแก้ไขอาการดังกล่าวของปลาต้องใช้วิธีทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นราวๆ 70 ถึง 80 องศาหรือพูดกันตรงๆ ก็คือ ลดความหนาวเย็นลง แต่อาการสั่นของปลาเช่นนี้ 



บางทีก็เกิดจากสาเหตุที่ธาตุไม่ย่อยก็เป็นได้หรือไม่ก็เกิดจากตู้ปลาสกปรกมากเกินไป
ทำให้มีจุลินทรีย์เล็กๆ ชนิดที่เรียกว่า Microsroscopic organisms ขึ้นที่ในน้ำนั้น อันเป็นเหตุให้ปลามีอาการดังกล่าว เช่นบางตัวพยายามจะว่าย แต่พอขยับตัวไปได้หน่อยก็ต้องกลับปล่อยตัวลงไปอีก การแก้ไขข้อเสียหายประการหนึ่งนี้ก็คือเปลี่ยนน้ำเก่าออกเอาน้ำใหม่ที่สะอาดๆ ใส่เข้าไปแทนทั้งตู้ แต่ต้องระวังต้องให้น้ำที่สะอาดจริง และไม่เยือกเย็นจนเป็นที่ผิดปกติแก่ปลา เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ ถ้าท่านได้ทราบสาเหตุและวิธีแก้ไขไว้บ้างเช่นนี้แล้วบางทีท่านอาจจะช่วยปลาของท่านที่มีอาการดังกล่าวไว้ได้ไม่น้อย


เว็บพนันออนไลน์ที่ดีที่สุด แอดไลน์ไอดี CASATHAI 







ลักษณะบาดแผลที่ตัวปลา ปลาเลี้ยง ปลาตู้ มีวิธีรักษาสังเกตดังนี้



บาดแผลที่ตัวปลา
ถ้าปลาเกิดมีบาดแผลขึ้นมา ซึ่งตามธรรมชาติโดยมากก็เข้าใจกันว่าไม่มีทางที่จะรักษาได้ นอกจากจะแยกปลาตัวที่เจ็บออกไว้ต่างหากแล้วก็ปล่อยไปตามยถากรรม จนกว่าปลาจะหายหรือไม่ก็ตายไปเลยแต่ความจริงนั้นยังมีวิธีรักษาอยู่บ้าง ซึ่งได้ผลพอสมควร คือใช้ Mercurochrome ขนาดราวๆ สัก 2 เปอร์เซ็นต์ ป้ายที่บาดแผลนั้น หรือมิฉะนั้นก็ใช้ Neo - silvo หรือ Argyrol ขนาดราวๆ สัก 10 เปอร์เซ็นต์ ทาก็ได้ และเมื่อทาแล้วก็ปล่อยปลาลงไปในน้ำตามปกติ ต่อมาถ้าสังเกตเห็นว่าอาการไม่ดีขึ้น ก็ช้อนปลาขึ้นมาทาซ้ำลงไปใหม่อีก



เรื่องปลาเจ็บปลาป่วย ตามธรรมดาโดยมากเราก็มักจะทอดอาลัยกันเสียแล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งมาเจอปลาเป็นแผลเข้าอีกก็คงจะยิ่งหมดหวังกันไปใหญ่เมื่อแรกๆที่ข้าพเจ้าไปยุ่งกับปลาของบุตรหลานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเองก็มีความรู้สึกเช่นนี้ แต่ไม่ว่าท่านหรือข้าพเจ้าก็ตามเมื่อได้ทราบเช่นนี้แล้ว คือทราบว่ามีวิธีที่จะช่วยให้ปลาคลี่คลายความเจ็บปวด และหายป่วยดังกล่าวได้แล้วก็น่าจะลองดูบ้าง คงจะดีกว่าปล่อยไว้ตามบุญตามกรรมเพราะเป็นที่น่าสมเพชแก่ปลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านที่เลี้ยงปลาไว้ดูเล่น ซึ่งโดยมากย่อมมีความอาลัยแก่ปลาไม่เหมือนกับผู้เลี้ยงปลาขาย เพราะเขาจะไม่มัวมาเอาใจใส่กับปลาเจ็บเพียงไม่กี่ตัวของเขาแน่ๆ


เว็บพนันออนไลน์ ที่ดีที่สุด แอดไลน์ไอดี CASATHAI


เสริมความรู้การเลี้ยงปลาตู้ ปลาสวย การรักษาปลาตู้ด้วยน้ำเกลือ






การรักษาปลาตู้ด้วยน้ำเกลือ
เกลือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และใช้เป็นยาบำบัดรักษาอาการป่วยของปลาได้อย่างหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับปลาที่แพ้น้ำใหม่ๆ เพราะไม่มีปฏิกิริยาที่ก่อให้เกิดอันตรายแต่ประการใดเลยทั้งปลอดภัยเสมอเมื่อใช้ในกรณีที่สงสัย ไม่ทราบว่าปลาจะเป็นโรคอะไรกันแน่ หรือว่ายังคลำหาสาเหตุของโรคไม่พบมีข้อเสียอยู่บ้างก็ตรงที่ว่าถ้าใช้มากเกินไปเพื่อต้องการจะหยุดอาการป่วยเจ็บของปลาโดยเร็วแล้ว อาจไปทำให้ต้นไม้อับเฉาได้ เพราะใช้เกลือป่นละลายลงไปประมาณสัก 2 ช้อนชาปาดๆ ต่อน้ำทุกๆ หนึ่งแกลลอนในอ่างน้ำแล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งถึง 4 เท่าของอัตราที่แรกใช้คือจาก 2 ช้อนเป็น 8 ช้อนชาปาดๆ ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ถ้าปลาไม่มีอาการดีขึ้นในวันที่สาม ก็ให้เพิ่มเหลือเป็น 6 เท่าหรือ 12 ช้อนชาปาด แต่ต้องคอยสังเกตว่าปลาไม่ได้แสดงอาการอึดอัด เพราะปลาแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน เช่น ปลาจำพวกสายรุ้งหรืออีกชนิดหนึ่งซึ่งคล้ายๆ กัน กับปลาหางดาบหรือปลาสอดแต่มีขนาดเล็กกว่า เรียกว่า Mollies ปลาชนิดนี้อาจทนได้ถึง 8 เท่า



ในกรณีที่ต้องรักษากันด้วยส่วนผสมขนาดปานกลาง เช่น ราวๆ สัก 4 ช้อนชาปาด เป็นเวลานานๆ ก็ควรเปลี่ยนน้ำเกลือที่ใช้เสียใหม่ ให้มีความเค็มเท่ากันในระยะเวลาไม่เกิน 3 วัน ถ้าได้กลิ่นเหม็นอับจากน้ำนั้นการให้อากาศหรือที่ตลาดปลาเมืองเราเรียกว่าให้ออกซิเจนแก่ปลานั้นอาจช่วยได้บ้างหลังจากที่ปลาได้รับการรักษาด้วยน้ำเกลือมาแล้ว ส่วนการที่จะยุติการรักษาปลาด้วยน้ำเกลือก็คือ ค่อยๆ เติมน้ำจืดที่สะอาดๆ เข้าไป จนกระทั่งความเค็มของน้ำนั้นหดลงๆ จนเกือบปกติแล้วจึงนำปลากลับเข้าตู้เดิมได้ แต่การใช้เกลือรักษาปลาเช่นนี้ ถ้าได้ใช้น้ำทะเลรักษาแล้วก็จะยิ่งให้ผลดียิ่งขึ้นและดีกว่าเกลือเสียอีกด้วย เช่นใช้น้ำทะเลสัก 1 ส่วนกับน้ำธรรมดาสัก 5 ส่วนเป็นต้น อาจมีกำลังความเค็มดีพอๆ กับการใช้เกลือตั้ง 2-3 ช้อนชาปาดต่อน้ำหนึ่งแกลลอน




เว็บพนันออนไลน์ที่ดีที่สุด 
แอดไลน์ไอดี
 CASATHAI 




สารพัดโรคที่อาจเกิดกับปลาตู้ ปลาสวยงาม มีวิธีป้องกันดังนี้



โรคต่างๆของปลาตู้
ปลาตู้ อาจเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรต่อมิอะไรได้พอๆ กับคนเราและข้อสังเกตง่ายๆ ที่ปลาแสดงให้เห็นว่ามีอาการเจ็บป่วยอยู่ หรือไม่ค่อยสบายนัก ก็คือ
1.             สีของปลาเผือกซีด บางครั้งปลาตัวดำๆ กลับกลายเป็นสีขาวไปเลยก็มี
2.             หางและครีบมักจะลีบ ไม่ค่อยคลี่กางออกอย่างปลาที่สมบูรณ์สบายดี
3.             บางชนิดจะลอยขึ้นมาหน้าๆ น้ำถ้าเป็นน้ำลึก เช่น จำพวกแรม และกระดี่แคะ เป็นต้น แต่บางชนิดก็จะจมลงก้นๆ ตู้แม้จะพยายามว่ายขึ้นมาคล้ายๆ กับว่ายไม่ค่อยไหว เช่น ปลาสอด เป็นต้น บางชนิดก็ซุกซนอยู่ตามๆ มุมตู้คล้ายๆ กลับจะหลบหลีกจากเพื่อนๆ เช่น ปลาเสือดาว เป็นต้น
4.             ท้องอืดโตผิดปกติ หรืออาจเรียกว่าเป็นท้องมานก็ได้ ซึ่งอาการเช่นนี้บางทีก็เป็นเพราะปลากินอาหารมากเกินไปแล้วไม่ถ่ายออกมาตามสมควร
5.             เกล็ดลุกชัน โดยมากมักจะเป็นแก่ปลาท้องมาน ซึ่งเมื่อผ่าท้องออกมาดูแล้วก็มักจะไม่พบเห็นอะไร
6.             เหงือกที่หายใจถี่และกว้าง กับมีสีแดงกล่ำตามริมๆ เหงือก
7.             มีเลือดออกตามเกล็ด
8.             มีเม็ดโปนออกตามตัว
9.             ตาถลนออกมากผิดปกติ
10.      ลอยอยู่เฉยๆ แล้วบางทีก็ค่อยๆ จมลงๆ และนานๆ ก็พยายามว่ายขึ้นมา แต่แล้วก็กลับจมลงไปอีก
             ที่กล่าวมาแล้วทั้ง 10 ข้อนี้ เป็นอาการที่ข้าพเจ้าสังเกตเห็นจากปลาเจ็บ แต่เท่าที่ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องปลาตู้เขาค้นพบ และบรรยายไว้ในตำราปลาอย่างนี้หลายๆ เล่ม ก็มีความพิสดารดังนี้


โรค Jehtoyophthirius
โรคปลาโดยมากก็คือ โรค Jehtoyophthirius หรือซึ่งนักเลี้ยงปลามักจะเรียกกันสั้นๆ ว่าโรค  Ick  แต่มีบางคนก็เรียกแปลกออกไปเป็นโรคพริกกับเกลือหรือ “Pepper and disease” โรคชนิดนี้จะมีอาการปรากฏให้เห็นเป็นจุดขาวๆ ตามครีบก่อน แล้วลามมาตามตัวเมื่อเป็นมากๆเข้า ในระยะแรกๆจะแลเห็นเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าไม่รีบรักษาก็จะกำเริบเป็นไปตามครีบและตามตัว จนกระทั่งแลเห็นเป็นเสมือนรามากกว่าซึ่งถ้าปลามีอาการถึงขั้นนี้แล้ว โดยมากก็ตาย

           
โดยมากโรคชนิดนี้ของปลาเกิดจากความหนาวเย็น หรือถูกเชื้อราบางชนิดที่เรียกกันว่า  Parasite   ซึ่งเมื่อเกิดแก่ตัวหนึ่งตัวใดแล้วก็มักจะทำให้ปลาทั้งตู้พลอยติดโรคไปด้วย เพราะฉะนั้น ความหนาวเย็นจึงนับเป็นอันตรายแก่ปลามาก เพราะทำให้กำลังต่อต้านของปลาลดน้อยลง ในขณะเดียวกันโรคเชื้อราก็จะยิ่งทวีมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิลดลงนั้น ข้อสังเกตเมื่อปลามีอาการของโรคนี้ก็คือ มีจุดเล็กๆ เกิดขึ้นก่อนซึ่งจะทำให้เชื้อราเจริญวัยอยู่ต่อไปได้ตามเมือกๆที่ตัวปลานั้น และทำให้กลายเป็นหิดหรือ Itching ขึ้น อาการของหิดนี้ จะสังเกตได้ในระยะแรกๆ คือ ปลาจะพยายามขูดหรือเกาตัวเองเพราะความคัน โดยอาศัยถูไปถูมากับวัตถุที่มีอยู่ภายในตู้ปลานั้น (แต่ข้อนี้ผู้เลี้ยงปลาต้องไม่เอาไปปะปนกับอาการร่าเริงของปลา เวลาปลามีความสุขสดชื่น เช่น เวลาเอาน้ำใหม่ๆ ใส่เข้าไปเปลี่ยนน้ำเก่า บางทีปลาก็จะว่ายแฉลบตัวไปมากับพื้นตู้ เพราะอาการเช่นนี้แสดงว่าปลาสบาย ไม่ใช่ปลาเป็นโรค) และภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน เมื่อเม็ดหินนั้นโตขึ้นถึงขนาดประมาณหนึ่งมิลลิเมตรแล้ว เม็ดหินดังกล่าวก็จะหลุดร่วงออกจากปลาลงไปจมๆอยู่ก้นตู้ และจะรวมตัวเองเข้าเป็นคล้ายๆ ถุงน้ำเรียกว่า Cyst แล้วก็ขยายพันธุ์ออกไปเป็นตัวอ่อนเพิ่มขึ้นๆ ต่อๆ ไปเป็นจำนวนมาก ระหว่าง 500 ถึง 2,200 ตัว ตัวอ่อนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าอาจจะขึ้นมาเกาะปลาตัวอื่นๆ ได้ไม่หมดทุกตัวแต่กระนั้นก็มีขึ้นมาได้ในจำนวนที่มากพอจะเกาะปลาและทำลายปลาให้เสียไปได้ทั้งหมดตู้ ทั้งอาจรวดเร็วประดุจไฟลามทุ่งก็เป็นได้
        
    
วิธีที่จะป้องกันหรือแก้ไขอาการโรคดังกล่าวของปลา อยู่ที่การสังเกตดูเสียแต่แรก ขณะที่ปลายังว่ายอยู่ได้เป็นปกติ และเมื่อสังเกตเห็นแล้วโดยมากก็ใช้ความร้อนรักษา คือความร้อนประมาณ 85 °C โดยจะอาศัยยาอื่นช่วยด้วยหรือไม่ต้องก็ได้ นักเลี้ยงปลาบางคนให้ความเห็นว่า ความร้อนไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการนี้เท่านั้น หากยังเป็นยาขนานเดียวที่จะใช้บำบัดรักษาโรคอย่างนี้ได้อย่างมีประสิทธิผล แต่ก็มีบางคนให้ความเห็นว่าควรจะใช้อะไรอื่นเข้าช่วยด้วยอยู่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีวิธีบำบัดรักษาโรคแบบเก่าโบร่ำโบราณที่นิยมกันอยู่อย่างกว้างขวางในวงการนักเลี้ยงปลาตู้ คือการใช้น้ำอุ่นประมาณ 85 °C  Mercurochrome  ขนาด 2 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 3 หรือ 4 หยดต่อน้ำทุกๆ หนึ่งแกลลอน การทำงานเช่นนี้ จะไม่เป็นอันตรายแก่ต้นไม้แต่ทว่าอาจทำให้เกิดผลติดตามมา กล่าวคือต้องคอยดูแลระมัดระวังปลานั้นเป็นเวลาเนิ่นนานออกไปอีก หากใช้ Methylene Blue  ขนาด 2 เปอร์เซ็นต์ ผสมโดยหยดลงไปสัก 2 หยดต่อน้ำทุกๆ หนึ่งแกลลอนแล้วจะไม่ทำให้ต้องเสียเวลาคอยดูแลกันอีกต่อไป แต่ Methylene Blue ก็เป็นอันตรายแก่ต้นไม้น้ำในตู้ปลานั้น ถ้าจะใช้ก็ต้องเอาต้นไม้ออกเสียก่อน และเมื่อปลาหายดีแล้วก็ต้องเปลี่ยนน้ำเก่าออกให้หมดอีกด้วย หากท่านไม่ใช้ยาทั้งสองจะต้องใช้ Quinine Sulphate สักครึ่งเกรน ต่อน้ำในตู้ปลาสักครึ่งแกลลอนก็ได้ แต่ไม่ต้องทำให้น้ำอุ่นถึงขนาดที่กล่าวข้างต้นด้วย วิธีผสมก็คือใช้ผง Quinine Sulphate กับน้ำสองสามหยดละลายให้เข้ากันที่ในถ้วยก่อน โดยใช้ปลายช้อนคนให้เข้ากันดี แล้วจึงค่อยๆ เติมน้ำอุ่นๆ ลงไปจนเต็มถ้วยนั้น คนต่อไปอีกสักครู่ จนแน่ใจได้ว่าละลายเข้ากันดีจริงๆ แล้ว จึงเทลงไปในตู้ปลานั้น และพยายามทำให้น้ำยาที่ผสมนี้กระจายไปให้ทั่วในน้ำในตู้ปลานั้น ผง Quinine Sulphate นี้ อาจซื้อหาเอาจากร้านขายยาได้และไม่จำเป็นต้องซื้อกันคราวละมากๆ หากเพียง 3 กรัม (หรือ 45 เกรน) ก็พอที่จะเอามาแยกออกเป็นซองๆ ไว้ใช้ได้ซองละ 3 เกรน รวมถึง 15 ซองซองหนึ่งก็จะใช้กับน้ำได้ราวๆ 5 แกลลอน ยาผงชนิดนี้แรกเริ่มเดิมทีนั้นมีผู้ใช้กันที่ประเทศเยอรมัน แต่เป็นยาที่ต้องระวังมากเพราะถ้าใช้มาก เช่น 1 เกรนต่อน้ำ 1 แกลลอนแล้วจะเป็นอันตรายแก่ต้นไม้น้ำที่ในตู้ปลานั้น
            
มีนักเลี้ยงปลาบางคน สงสัยกันว่าทำไมโรค Ick นี่ถึงไม่เป็นแก่ปลาบางชนิด ทั้งๆ ที่เลี้ยงรวมๆ กันในตู้เดียวกัน เรื่องนี้ก็มีเหตุผลกันอยู่หลายประการ เช่น เชื้อราไม่ชอบปลาชนิดนั้นและนอกจากนี้ปลาบางชนิดก็ทนความหนาวเย็นได้ดีกว่าปลาอื่น อย่างไรก็ตาม มีจ้อที่ควรระลึกจดจำไว้เกี่ยวกับโรค Ick ก็คือ ควรจะรีบเร่งทำการรักษาปลาที่เป็นโรคชนิดนี้เสีย ตั้งแรกเริ่มที่สังเกตเห็นจุดขาวๆ ตามตัวปลา และไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม ไม่ควรรีรอไว้เลยเป็นอันขาด


โรค Itch หรือหิดอีกชนิดหนึ่ง
นอกจากโรคซึ่งเกิดจากเชื้อราที่เรียกว่า Ichthyophthirius ดังกล่าวข้างต้น หรือเรียกกันสั้นๆ ว่าโรค Pepper and disease ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้ ก็ยังมีโรคปลาอีกชนิดหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าโรค Itch หรือ โรคหิดอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งจะไม่แลเห็นเป็นจุดขาวๆ เหมือนโรค “Ick” สาเหตุของโรคชนิดนี้เกิดจากจุลินทรีย์หลายๆ อย่างที่ก่อเกิดอยู่ตามก้นๆ ตู้ รวมทั้งอาหารที่เหลือค้างอยู่ในตู้ด้วย แต่ใช้ Permanganate of potash เพียงสักเกรน ต่อน้ำหนึ่งแกลลอนในตู้ปลา ทิ้งไว้สัก 2 ชั่วโมงแล้ว จึงค่อยๆ ดูดอะไรๆ ที่ก้นๆ ตู้ออก พร้อมทั้งดูดน้ำที่ในตู้นั้นออกเสียด้วย ราวๆ ครึ่งตู้ แล้วเอาน้ำใหม่ที่ใสสนิทจริงๆ ใส่เติมเข้าไป Permanganate ที่ตกค้างอยู่ก็จะละลายตัวไปเองในที่สุด


โรค Dropsy หรือท้องมาน
โรค Dropsy หรือท้องมาน เป็นโรคที่ทำให้นักเลี้ยงปลามีความเข้าใจผิดไปตามๆ กันหลายต่อหลายคนเพราะคิดว่าปลามีท้อง บางคนเมื่อเข้าใจว่าปลาท้องแล้วก็แยกออกไปไว้ต่างหากซึ่งก็เป็นการดีอยู่อย่างหนึ่งเพราะทำให้ปลาได้มีโอกาสพักรักษาตัวเองได้บ้าง แต่ที่สุดโดยมากก็มักจะไม่รอด คือเพียงแต่ตายช้าหรือตายเร็วเท่านั้น ข้าพเจ้าเคยมีความเข้าใจผิดเช่นนี้ และเมื่อปลาของข้าพเจ้าตายก็เอาไปผ่าท้องดูเพื่อพิสูจน์ว่า ปลามีท้องตายจริงหรือไม่ ก็ปรากฏว่าไม่มีอะไรอยู่ในท้องปลาผิดปกติเลย

สัญญาณของโรคปลาชนิดนี้เท่าที่ข้าพเจ้าได้เคยสังเกตเห็นก็คืออาการหอบของปลา นอกจากนี้ก็มีเกล็ดตั้งชัน เหมือนคนเราเวลาขนลุกและบางทีก็มีตาถลนออกมา ปลาที่เป็นโรคชนิดนี้มักจะปลีกตัวออกไปจากเพื่อนๆ คือชอบอยู่โดดเดี่ยว คงจะเนื่องมาจากรู้สึกไม่สบายนั่นเอง แต่โรคชนิดนี้ไม่ใช่โรคระบาด เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าวิตกเท่าใดนัก
            
นักเลี้ยงปลาบางชนิดสันนิษฐานกันว่า ที่ปลาเป็นโรคเช่นนี้ก็เพราะท้องอืด เนื่องจากอาหารไม่ย่อย ก็อาจจะเป็นไปได้เพราะคนเรา เวลาท้องอืดก็มักจะมีลมในท้องและทำให้ท้องโตผิดปกติ และอาจจะแน่ตายก็ได้ แต่เรื่องปลานี้ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่า เป็นเพราะอาหารอะไรตามความสังเกตของข้าพเจ้าเอง เข้าใจว่าอาหารป่นเป็นเหตุ ถ้าให้ปลากินมากเกินไปอาจจะแน่นตายได้ หรือเอาลูกไรให้ปลาใหญ่กินมากๆ เข้า บางทีก็อาจเป็นเช่นนี้ได้ เพราะลูกไรเป็นอาหารที่เหมาะแก่ลูกปลาเสียมากกว่า ที่เข้าใจเช่นนี้ก็เพราะข้าพเจ้าเคยเสียเซลฟินงามๆ ไปตัวหนึ่งอย่างรวดเร็ว เพียงคืนเดียวเท่านั้นหลังจากที่ให้ลูกไรเข้าไปเยอะแยะ เพราะเห็นปลาชอบแต่ความจริงจะเป็นเพราะอะไรนั้น ข้าพเจ้าเองก็ยังสงสัยปลาที่เป็นโรคชนิดนี้บางตัวก็อยู่ได้อย่างทุเรศเป็นเวลาตั้งหลายๆ วัน คือ นิ่งๆ เฉยๆ ว่ายก็ไม่ค่อยว่าย กินก็ไม่ค่อยกิน แต่มักจะขึ้นมาลอยๆ อยู่ตามหน้าๆ น้ำถึงแม้ว่าปลาชนิดนี้ก็ไม่ควรจะเอาไปปล่อยรวมกับปลาอื่นที่ในตู้หรือในบ่อที่ไม่เคยเกิดโรคใดๆ มาก่อนเพื่อความปลอดภัย เป็นการกันไว้ดีกว่าแก้ อาการของโรคชนิดนี้ที่ปรากฏให้เห็นเป็นสัญญาณอันตรายนั้น อยู่ในระหว่างหนึ่งถึงสามสัปดาห์เพราะฉะนั้น ถ้าได้แยกปลาเจ็บด้วยโรคอย่างนี้ออกไปใส่ขวดไว้ต่างหากในที่ที่มีแสงสว่างมากๆ แล้ว บางทีก็อาจทุเลาลงได้ และบางตัวก็เป็นได้ซึ่งข้าพเจ้าได้เคยประสพมาแล้ว แต่ถึงหายแล้วปลาตัวนั้นก็จะไม่สมบูรณ์สดสวยอย่างปลาที่เคยเจ็บด้วยโรคนี้ เพราะโดยมากมักซูบและซีด นักเลี้ยงปลาบางคนที่ใจแข็งหน่อย โดยมากจึงมักจะทำลายปลาเช่นนี้เสียเลยเพราะถือหลักว่าปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า


โรคเชื้อรา หรือ Fungu
โรคที่ปลาอาจเป็นได้อีกชนิดหนึ่งก็คือโรคที่เกิดจากราโดยตรงเรียกว่า Fungus ลักษณะ หรืออาการของโรคนี้ก็คือ เกิดเป็นเยื้อหุ้มบางๆปกคลุมที่ตัวปลาจนกลบสีที่ตัวปลาเสียเกือบหมดโดยมากมักจะเป็นหลักจากที่ปลาเคยเป็นโรค Ichthyophthirius มาแล้ว แต่บางทีก็อาจเกิดขึ้นได้เอง เนื่องจากถูกเชื้อราชนิดหนึ่งที่มีชื่อโดยเฉพาะว่า Saprolegnia ซึ่งโดยมากมักจะมีสาเหตุมาจากแผลที่เกิดจากถูกขูดคราดหรือปลาอื่นกัดหรืออุณหภูมิของน้ำในตู้ปลาเปลี่ยนแปลงไปอย่างกะทันหันหรือให้อาหารปลามากเกินไป หรืออาจเกิดจากภาวะที่ไม่เหมาะสม อย่างอื่นๆ โดยทั่วๆ ไปก็เป็นได้


เว็บพนันออนไลน์ ที่ดีที่สุด 
แอดไลน์ไอดี @CASATHAI  (มี@ด้านหน้า)




การตรวจสอบความบกพร่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับตู้ปลา เลี้ยงปลาสวยงาม




 การตรวจสอบความบกพร่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับตู้ปลา

โดยมากนักเลี้ยงปลาตู้มักจะสนใจอยู่แต่เรื่องการให้อาหารปลาและความอบอุ่นแก่ปลา แต่เรื่องอื่นๆ มักจะไม่คำนึงถึง เช่น อยู่ๆ ก็มีปลาเจ็บตาย ทั้งๆ ที่ตู้ปลาของท่านอยู่ในสภาพที่ดีอย่างถึงขนาด จนกระทั่งนักเลี้ยงปลาใหม่ๆ เกิดความท้อแท้พาลจะเลี้ยงเอาส่ง เพราะแก้ปัญหาไม่ตกไม่ทราบว่าจะเกิดจากอะไรหรือเพราะอะไร แต่ถ้านึกถึงว่าตามธรรมดาแล้ว ผลย่อมเกิดจากเหตุก่อนเสมอ คือถ้าไม่มีเหตุก็ไม่น่าจะมีผลหรือว่าเมื่อมีเหตุไรสักอย่างเป็นแน่และเหตุผลเหล่านั้นถึงแม้ว่าบางอย่างเราอาจจะเข้าไปถึงคือคลำหาจุดเริ่มต้นที่เป็นแก่นสารความจริงไม่ได้หรือไม่รู้แจ้งชัด แต่ก็มีหัวข้ออยู่หลายกระการที่พอจะสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากอะไร เช่น



1.  มีปลาตาย หรือหอยตาย อยู่ในตู้นั้นมากหรือเปล่า
2. น้ำที่ในตู้นั้นมีกลิ่นบ้างหรือไม่ ถ้ามีก็ควรจะเปลี่ยนออกเสียบ้างและถ้าทำให้ได้ก็ให้อากาศช่วยด้วย ในการเปลี่ยนน้ำก็อาจใช้วิธีสูบออกด้วยสายยาง หรือจะตักออกก็ได้
3.  มีแสงสว่างเข้ามาในตู้ปลาอย่างพอเพียงสำหรับต้นไม้ที่ในตู้ปลาหรือไม่ หรือว่าต้นไม้ที่อยู่ในตู้อยู่ในสภาพที่น่าดู เช่น งอกงามดีไหมหรือว่าอับเฉา ไม่สดสวยเท่าที่ควร เพราะว่าต้นไม้ที่ไม่งามนั้น อาจเป็นอันตรายแก่ปลาในตู้ได้โดยผู้เลี้ยงปลาไม่ทันรู้ตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากับใบเหลืองผิดปกติละก็ควรเอาออกได้แล้วเพราะว่าต้นไม้ที่ไม่งามนั้น แทนที่จะเป็นสื่อหรือพาหะรับเอาออกซิเจนเข้าไปกลับจะยิ่งเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ไปพร้อมกับระบายถ่ายเทเอาคาร์บอนไดออกไซด์ที่ในน้ำให้มากยิ่งขึ้น
4.  มีแผ่นนิเกลหรือแผ่นโลหะชุบโครเมี่ยมที่ในตู้ปลาตอนไหนสัมผัสอยู่กับน้ำในตู้ปลาบ้าง เพราะอาจเป็นพิษขึ้นได้ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้น
5. ในตู้นั้นมีปลาอยู่หนาแน่นเพียงไร คุณควรลดจำนวนปลาออกเสียบ้างจะได้ไหม
6. น้ำในตู้ปลาเคยเป็นสีเขียวเข้มแล้วต่อมากลับกลายเป็นสีเหลืองอร่ามไปทั้งตู้บ้างไหม? เพราะนั่นแสดงว่าในตู้นั้นมีต้นไม้ที่กำลังจะตายอยู่แล้ว และควรจะเปลี่ยนน้ำนั้นได้แล้ว
7.  น้ำที่ในตู้ปลานั้นมีสภาพขุ่นข้นเป็นคล้ายๆวุ้นหรือไม่เพราะนั่นแสดงว่าสกปรกและหมดคุณภาพสำหรับปลาแล้ว ควรเปลี่ยนเสียโดยเร็ว
8. เคยมีปลาหนาวตายบ้างไหม (โดยมากในต่างประเทศ) เช่น ปล่อยให้ปลาอยู่ในน้ำซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า 68 °C เป็นต้น ความจริงควรจะให้น้ำที่ในตู้ปลาอยู่ในระดับอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 80 °C จะดีกว่า และถ้ารู้สึกว่าปลาอ่อนเพลีย ก็ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงมาให้อยู่ระหว่าง 75 ถึง 76 องศา
9.  เครื่องกรองน้ำที่ใช้ ควรทำการชำระล้างกันบ้าง เช่น ทุกๆ อาทิตย์เคยไหม เพราะอาจสกปรกได้
10.  เคยมีควันจากถ่าน จากสี หรือจากบุหรี่มาเข้าตู้ปลาบ้างไหม?
11. น้ำในตู้ปลามีสภาพกระด้างเกินไปหรือไม่มีกรดมีด่างมากเกินไปหรือไม่และได้ปล่อยปะละเลยไว้นานๆ หรือไม่ ถ้าสงสัยในเรื่องเช่นนี้ ก็ควรจะเปลี่ยนน้ำเก่าออกเสีย แล้วเติมน้ำใหม่เข้าไปครึ่งต่อครึ่งโดยใช้น้ำที่ไม่กระด้าง เช่น น้ำประปาที่มีกลิ่นคลอรีนหรือน้ำบ่อที่ใสเอง โดยไม่มีสารส้มมาก่อนหรือจะเป็นน้ำหรือแม่น้ำที่ทิ้งไว้นานจนใสสนิทแล้วหรือถ้าเป็นในต่างประเทศจะให้น้ำหิมะที่ละลายแล้วโดยไม่เคยถูกโลหะ หรือท่อนไม้สดๆ มาก่อนเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าน้ำฝนแล้ว หากไม่เคยใช้ละก็อย่าใช้ เพราะอุณหภูมิต่างกับน้ำอื่นๆ โดยมากเย็นจัด
12.  นอกจากที่กล่าวมาแล้ว 11 ข้อข้างต้น ก็ยังมีความยุ่งยากอยู่อีกประการหนึ่งซึ่งคลำหาสาเหตุกันไม่ค่อยพบ และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่สุดเสียอีกด้วย นั่นก็คือ การใช้กาทองแดงต้มน้ำที่ผ่านมาจากท่อทองแดงซึ่งเป็นอันตรายแก่ปลา ต้องระวังหลีกเลี่ยงเสีย แล้วพยายามหาน้ำจากแหล่งอื่นใช้



เว็บพนันออนไลน์ ที่ดีที่สุด 
แอดไลน์ไอดี @CASATHAI  (มีตัว@ด้านหน้า)