อาชีพการเลี้ยงปลาขาย การเลี้ยงปลากัดสวยงาม ลงทุนน้อยได้กำไรงาม

อาชีพการเลี้ยงปลาขาย การเลี้ยงปลากัดสวยงาม ลงทุนน้อยได้กำไรงาม


จากคนรับจ้างแทงดิน หาเช้ากินค่ำไปวันๆ บางวันก็ได้เงินแต่บางวันก็ไม่ได้ เพราะไม่มีงานเข้ามาเลย แต่พอทันมาเพาะเลี้ยงปลากัดปรากฏว่าชีวิดของคงบุญยัง เล่าทุยชาวอำเภอนครชัยศรีจังหวัดนครปฐม พลิกผันดีขึ้นทันตาเห็น

ลุงบุญยังยืดอาชีพ การเพาะเลี้ยงปลากัด มานานนับ 10 ปี เขาได้พูดถึงอาชีพที่ทำอยู่นี้ว่าสามารถสร้างรายได้ให้อย่างงดงาม เนื่องจากการเลี้ยงปลากัดใช้เงินลงทุนที่น้อยมาก อีกทั้งสถานที่สำหรับเลี้ยงปลากัด ใช้วัสดุง่ายๆ เช่น รองส้วม ลงทุนครั้งเดียว แต่ใช้ได้นานทีเดียว

สายพันธุ์แรกที่เลี้ยงเป็น สายพันธุ์ลูกหม้อ แต่มันมีหลายสี เราก็เอาสีมาสับกันบ้าง ผลที่ได้ออกมาทำให้ปลากัดมีสีสันสวยงาม ตอนนั้นปลากัดลูกหม้อราคาตัวละ ประมาณ 5 บาท ตอนนี้ก็ราคาตัวละ 5-8 บาท จะเห็นว่าราคานิ่งมากซึ่งผิดกับปลากัดสายพันธุ์อื่นๆ ที่มีขึ้นมีลงอยู่ตลอดเวลา





กลุ่มลูกค้าของลุงมีอยู่ทั่วไป เวลานี้ปลากัดแพร่กระจายไปยังคนกลุ่มต่างๆพวกผู้ใหญ่ก็หันมาเลี้ยงปลากัด เพราะสีสันของปลามีความสวยงาม การเลี้ยงปลากัด ไม่จำเป็นต้องเอาไปกัด เลี้ยงเพื่อความสวยงามก็ได้ บางคนก็รับปลาของลุงไปขาย ปลากัดตัวเล็กๆ เราควรให้ลูกไรแดงก่อนประมาณครึ่งเดือนกว่าๆ จากนั้นก็เปลี่ยนอาหารเป็นไข่ตุ๋น การให้ไข่ตุ๋นเพื่อเป็นการทุ่นเรื่องค่าใช้จ่าย เนื่องจากลูกน้ำมีราคาแพง ทำให้ผู้เลี้ยงไม่มีกำไร

คนเรามีความถนัดแตกต่างกัน บางคนเกิดมาเพื่อทำงานในห้องแอร์ บางคนเกิดมาเพื่อทำงานแบกหาม บางคนต้องทนร้อนอยู่หน้าเตาไฟเพื่อขายกยเตี๋ยว คนทุกคนถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่ามีอาชีพอะไร คนที่ไม่เกี่ยงงานจะไม่ตกงาน ถือว่าเป็นสัจจะธรรมความจริง....



ข่าวสารปลา เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม www.natfishtank.com

การเลี้ยงปลาในกระชัง

การเลี้ยงปลาในกระชัง หมายถึง การเลี้ยงปลาในภาชนะกักขัง ตั้งแต่ลูกปลาไปจนถึงปลาขนาดใหญ่ น้ำสามารถถ่ายเทได้รอบด้านของภาชนะกักขัง

การเลี้ยงปลาแบบนี้สามารถดำเนินการได้ในแหล่งน้ำทั่วไปในแม่น้ำ อ่างเก็บน้ำ คลองส่งน้ำ แม้แต่ในบ่อที่ขุดแร่ ซึ่งมีน้ำขัง หรือแหล่งน้ำที่เต็มไปด้วยตอไม้ก็ใช้ได้ การเลี้ยงปลาในกระชังเป็นวิธีการหนึ่งที่เหมาะสมทั้งทางเศรษฐกิจ และการปฏิบัติ นอกจากนั้น วิธีนี้อาจจะนำไปใช้ในแหล่งน้ำกร่อย หรือในทะเลก็ได้ การเลี้ยงปลาในกระชังสามารถปล่อยปลาได้หนาแน่น การให้อาหารสมทบที่สมดุลจะให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตสูงในระยะเวลาอันสั้น

ส่วนประกอบอย่างอื่นของตัวกระชังก็คือ

1. ทุ่นสำหรับลอยกระชัง ชนิดที่ลอยผิวน้ำ ประกอบด้วยทุ่นโลหะหรือพลาสติก หรือท่อพีวีซี (PVC) ปิดหัวท้าย

2. ฝาปิด ฝาปิดส่วนบนจะช่วยป้องกันศัตรู โดยเฉพาะพวกนก ป้องกันสาหร่ายเกาะตัวกระชัง และป้องกันขโมย และบางโอกาส ทำให้ปลาไม่ตื่นตกใจ กินอาหารดีขึ้น ฝาปิด อาจทำด้วยอวน ไม้หรือตาข่ายโลหะ และผักตบชวา

3. ที่ให้อาหาร ควรจะต้องมี มิฉะนั้นจะสูญหาย ที่ให้อาหารอาจเป็นแป้นสี่เหลี่ยมมีเนื้อที่ ๑ ตารางเมตร หรือถ้าให้อาหารลอย ก็ควรมีกรอบป้องกันอาหารไหลตามน้ำ

รูปร่างลักษณะของกระชัง ส่วนใหญ่มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือสี่เหลี่ยมด้านเท่า บางแห่งสร้างรูปกลมหรือหกเหลี่ยม ขนาดของกระชัง มีปริมาตร ตั้งแต่ ๑-๑๐๐ ลูกบาศก์เมตร ขนาดเล็ก ๐.๗-๑๐ ลูกบาศก์เมตร ส่วนใหญ่ใช้สำหรับทดลอง แต่ที่ทำ เป็นการค้า เช่น ในอินโดนีเซีย อาจมีขนาดถึง ๑๖-๑๕๐ ลูกบาศก์- เมตร การเลี้ยงปลาในกระชังไม่ควรจะทำกระชังขนาดใหญ่ เพราะมีข้อเสียหาย และความไม่สะดวกหลายประการในการจัดการ ขนาดกระชังที่เหมาะกับการเลี้ยงปลา ควรมีขนาดความจุ ๒๐ ลูกบาศก์เมตร

การเลี้ยงปลาในกระชังมิใช่ของใหม่ แต่มีมาแล้วไม่น้อย กว่า ๑๐๐ ปี การเลี้ยงปลาดังกล่าว กระทำกันตามทะเลสาบ แม่น้ำ โขง และสาขาของแม่น้ำโขง ปลาที่เลี้ยงส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลา สวาย ปลาเทโพ และปลาดุก การเลี้ยงปลาในกระชังของไทย กระทำกันอยู่ในแม่น้ำน่าน จังหวัดนครสวรรค์ และแม่น้ำ สะแกกรัง จังหวัดชัยนาท

ชนิดของปลาที่ควรจะเลี้ยงในกระชัง 

ควรมี ลักษณะดังนี้

ก. ในแง่ทางชีววิทยาและสรีรวิทยา 

๑. โตเร็ว 
๒. กินอาหารสมทบที่ให้ 
๓. สามารถเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดี 
๔. สามารถอยู่ได้หนาแน่นแออัด 
๕. ทนต่อสภาวะแวดล้อมโดยเฉพาะในน้ำที่มีก๊าซ ออกซิเจนต่ำ 
๖. ทนทานและมีความต้านทานโรคสูง 
๗. หาลูกปลาได้สะดวก มีปริมาณพอเพียง 

ข. ในแง่เศรษฐกิจ 

๑. ราคาซื้อขายสูง 
๒. ขายง่าย ขายสดไม่ต้องผ่านกรรมวิธีมาก 
๓. ชนิดที่ตลาดต้องการ

ปลาน้ำจืดที่มีความต้านทานที่เหมาะจะเลี้ยงในกระชังมีอยู่ ๕ ครอบครัว คือ 
ไซพรินิดี (Cyprinidae) ได้แก่ ปลาไน 
ซิลูริดี (Siluridae) ได้แก่ ปลาสวาย ปลาเทโพ 
คลาริไอดี (Claridae) ได้แก่ ปลาดุก 
โอฟิเซฟาลิดี (Ophicephalidae) ได้แก่ ปลาช่อน และ 
ซิคลิดี (Cichlidae) ได้แก่ ปลาในสกุลตีลาเบีย ชนิดต่าง ๆ เช่น ปลานิล 
ผลการทดลองปรากฏกว่า ปลานิลเหมาะแก่การเลี้ยงในกระชังมาก มีการเจริญเติบโตดี และมีอัตรารอดสูง กินอาหารเม็ด และเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้ดี มีความต้านทานโรคสูง และสามารถปรับตัวอยู่ได้หนาแน่น

ข้อเสียของปลาสกุลตีลาเบียที่เลี้ยงในบ่อดินก็คือ อัตรา การขยายพันธุ์ปลาสกุลตีลาเบีย เช่น ปลาหมอเทศ มีอัตราการขยายพันธุ์รวดเร็วมาก จึงทำให้การเจริญเติบโตชะงักงัน แต่เมื่อ นำไปเลี้ยงในกระชัง การสืบพันธุ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจาก ปลาไม่สามารถทำหลุมวางไข่ในกระชังลอย ในปัจจุบันได้มีการ ทดลองเลี้ยงปลาหลายชนิดรวมกันในกระชัง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตปลาสูงขึ้น โดยปล่อยปลาไนร้อยละ ๖๕ ปลาลิ่นร้อยละ ๑๘  และปลาซ่งร้อยละ ๑๘ ในระยะเวลาเลี้ยง ๑๑๗ วัน ปลาไนจะ โตจาก ๑๑๐ กรัม เป็น ๕๔๐ กรัม ปลาลิ่นจะโตจาก ๑๕๐ กรัม เป็น ๓๗๐ กรัม และปลาซ่งจะโตจาก ๑๗ กรัม เป็น ๒๐๐ กรัม


กระชังที่เลี้ยงปลาควรจะทำด้วยวัสดุที่มีราคาถูก มีความ คงทนและง่ายต่อการรักษาดูแล แต่ในทางปฏิบัตินั้น ก็แตกต่างกันไปตามท้องที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่มีใช้อยู่ในท้องที่นั้นๆ รวมทั้งรูปแบบ และการลงทุน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาวะทางเศรษฐกิจ




อัตราการปล่อยและผลผลิตปลาในกระชัง 

ชนิดของปลาที่เลี้ยงในกระชัง คือ ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาช่อน ปลาบู่ ปลาตะเพียน ปลาตะโกก อัตราการปล่อยลูกปลา ขนาด ๓.๘-๖.๓ เซนติเมตร ปลาช่อน ๘๐ ตัวต่อตารางเมตร ปลาสวาย ปลาเทโพ ๙๓ ตัวต่อตารางเมตร ปลาตะเพียน ๓๖๑ ตัว ต่อตารางเมตร และปลาไน ๑๐๗ ตัวต่อตารางเมตร เมื่อเลี้ยง ครบ ๑ ปี ผลผลิตในปริมาตรน้ำ ๑ ลูกบาศก์เมตร จะได้ปลา ตะเพียน ๔๕.๕ กิโลกรัม ปลาสวายหรือปลาเทโพ ๖๒.๑ กิโลกรัม ปลาช่อนชะโด ๑๑๒.๘ กิโลกรัม และปลาไน ๑๓๓.๓ กิโลกรัม สรุปแล้วจะเห็นว่า การเลี้ยงปลาไนในกระชังให้ผลผลิตสูงกว่า การเลี้ยงปลาในบ่อ ๑๐- ๒๐ เท่า


การเลี้ยงปลาตู้ การวางไข่ การรักษาไข่ของปลาตู้ การดูแลลูกปลาที่ถูกต้อง


ลักษณะการวางไข่ หรือการออกลูกของตู้ปลา

ปลาตู้ มีการสืบพันธุ์ไม่เหมือนกัน บางชนิดก็ออกไข่ และไข่นั้นบางทีก็มีระยะถึง 5-6 วันกว่าจะเป็นตัว ปลาโดยมากเมื่อท้องแก่แล้วต้องอาศัยตัวผู้รัดท้องจึงจะขายออก และนานๆ เข้าท่าไข่ทิ้งไม่ทัน อาจถึงตายได้ โดยมากก็มักตาย ปลาชนิดนี้เมื่อเห็นว่าท้องแก่แล้ว ต้องระวังเวลาแยกออกไปใส่ตู้ต่างหาก อย่าให้กระโดดลงไปเหมือนปลาที่ออกลูกเป็นตัว ซึ่งอาจแท้งตาย หรือถึงออกลูกมาลูกก็ตายเป็นส่วนมาก เมื่อแยก ปลาไข่ออก แล้ว ก็อย่าเพิ่งเอาตัวผู้เข้าไปไล่ แต่ปล่อยไว้วันสองวันก่อน แล้วจึงค่อยเอาตัวผู้เข้าไปไล่รัดคราวหลัง



ตู้ที่ใช้ผสมปลาไข่ ก็ควรให้มีเครื่องปกป้องหรืออำพรางไข่ไม่ ให้แม่ปลาเห็นง่ายๆ เพราะแม่ปลาโดยมากมักกินไข่ของตัวเองเสมอ เช่น ใช้กรวดหรือหินย่อยก้อนเล็กๆ ซึ่งแช่น้ำมานานพอที่จะไม่รู้รสกร่อยๆหรือมีดังออกมาทำลาย ปลาแล้ว โรยไว้ตามพื้นตู้ เพื่อให้ไข่ตกลงไปตามซอกๆ ของเมล็ดกรวดหรือหินเหล่านั้นโดยแม่ปลาไม่ทันสังเกตหรือถึงสังเกตก็อาจกินได้ยากกว่าเมื่อไข่อยู่บนพื้นที่ไม่มีอะไรกีดขวาง ในต่างประเทศโดยมากเขาใช้ตะแกรงลวดอลูมิเนียมโค้งๆ หย่อนลงไปกันแม่ปลาไม่ให้กินไข่ได้ เมื่อไข่ปลาร่วงลงไปใต้ตะแกรงนั้นแล้ว เพราะช่างตะแกรงมีขนาดพอที่ไข่จะตกลงไปได้


แต่ตัวปลาเองลอดไม่ได้ เมื่อปลาไข่หมดท้องเสียแล้วแยกแม่ปลาออกแล้ว จึงค่อยเอาตะแกรงออกซึ่งวิธีนี้ดีกว่าใช้กรวดหรือเมล็ดหินเล็กๆ โรยลวงตาปลา เพราะต้องคอยระวังมากขยับเขยื้อนไม่ได้ จะจับตู้ ยกตู้ หรือแม้ให้อาหารปลากินก็ต้องระวังไม่ให้กระทบเพราะกรวดหรือหินนั้นอาจกลิ้งไปทับไข่ปลาหรือลูกปลาได้ จนกว่าลูกปลาจะแข็งแรงว่ายขึ้นมาได้แล้ว จึงค่อยยังชั่วขึ้นสะดวกสบายขึ้น แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องระวังกันต่อไปอีก เพาะลูกปลาตัวเล็กๆ โดยมาก ว่ายน้ำขึ้นมาแล้วก็จะจมตัวลงไปนอนนิ่งอยู่ที่ก้นตู้อีก แม้เวลาจะเอาแม่ปลาออกก็ต้องระวัง ช้อนออกลำบากกว่าใช้ตะแกรงกั้นเพราะตะแกรงนั้นหยิบยกออกมาได้ง่ายกว่า


ข่าวสารปลา เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม www.natfishtank.com


คนเลี้ยงปลา ปลาตู้ ปลาสวยงาม โรงพยาบาลปลาหรือตู้ปลาฉุกเฉิน



โรงพยาบาลปลาหรือตู้ปลาฉุกเฉิน

ในบางครั้ง เราก็จำเป็นต้องมีตู้ปลาพิเศษไว้ใช้ โดยเฉพาะในยามฉุกเฉิน เช่น เวลาเราได้รับปลามาใหม่ๆ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าปลานั้นจะเจ็บป่วยมาหรือไม่ก็ตาม เราก็ปล่อยปลานั้นไว้ในตู้ดังกล่าวประมาณสัก 2 อาทิตย์ เผื่อว่าหากเป็นปลาโรคหรือ ปลาเจ็บมาก่อนโดยไม่รู้ว่าปลานั้นจะได้มีเวลาพัก และไม่เอาเชื้อโรคไปปล่อยให้ลุกลามไปติดปลาอื่นๆ ที่ในตู้เลี้ยงปลาของเราได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นการป้องกันไว้ไม่ให้ปลาดีๆ ที่ในตู้ต้องพลอยติดโรคเสียเปล่าไปด้วย เพราะในระยะเวลา 2 อาทิตย์นั้นถ้าปลาเป็นโรค โรคปลานั้นก็จะแสดงอาการออกมาให้เห็นได้แล้ว



ตู้ปลาฉุกเฉิน หรือโรงพยาบาลปลานี้ ถ้าจะให้ถูกลักษณะดี ควรจัดให้มีต้นไม้น้ำอย่างเหมาะๆ ไว้ด้วย และไม่ควรเลี้ยงปลาอะไรอื่นปะปนอยู่ด้วยเลย เพื่อให้ปลาที่ไม่ปกติได้พัก หรืออาจให้ปลาที่บอบช้ำ มาเพราะปลาอื่นรังแกได้พักอยู่ก็ได้ หรือจะให้ปลาตัวเมียที่กำลังท้องแก่และจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษอาศัยอยู่ รวมทั้งให้ปลาที่พึ่งจะออกไข่ออกลูกใหม่ๆ  ได้พักอยู่ชั่วคราวก็ได้ เพราะปลาที่เพิ่งออกลูกใหม่โดยมาก มักมีอาการอ่อนเพลีย หากรีบเอาออกไปใส่ในตู้ปลาอื่นที่เลี้ยงรวมกันมาแล้ว อาจจะถูกไล่จนเหนื่อยตายไปเลยก็ได้


ข่าวสารปลา เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม www.natfishtank.com




เลี้ยงปลาสวยงาม เลี้ยงปลาตู้ การเลี้ยงปลาตู้ ตู้ปลาคอนกรีต




ตู้คอนกรีต

ตู้ปลาใหญ่ๆโดยมากมักทำด้วยคอนกรีต เพราะถ้าใช้ลวด กับสังกะสีทำเหมือนตู้เล็กๆ อาจไม่แข็งแรงพอ ตู้ชนิดนี้ถ้าจะให้ปลอดภัยดีแล้วควรตั้งทิ้งไว้ให้ได้ที่จริงๆเสียก่อน ซึ่งในระหว่างที่ตั้งตู้ทิ้งไว้นี้ ฝรั่งเขาเรียกว่า Seasoning คือให้คอนกรีตแข็งตัว ให้อะไรต่างๆเข้าที่จริงๆ อย่างน้อยก็ควรเป็นเวลาราวๆ สัก 3 เดือน เพื่อก็ให้หมดรสของซีเมนต์ แต่การตั้งตู้ทิ้งไว้เช่นนี้ก็ต้องมีน้ำแช่ทิ้งไว้ และมีการเปลี่ยนน้ำที่แช่นั้นบ้าง เป็นครั้งคราวด้วย เพื่อให้หมดสิ้นความเค็มของซีเมนต์ หรือในน้ำด่างจากซีเมนต์น้อยลง โดยมากเขาใช้ปูนขาวกวนน้ำเสียก่อน แล้วจึงปล่อยน้ำในตู้ไว้ซัก 2-3 วัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้เอาตู้ไปใช้ได้เร็วขึ้น แต่การใช้ก็ต้องสูบน้ำหรือเอาน้ำออกให้หมดสิ้นจริงๆ ด้วยปูนขาวที่เอาเข้าไปกวนน้ำนั้น หากไม่ใช้อย่างก้อนๆ จะใช้อย่างป่นละเอียดก็ได้ แต่ต้องใช้จำนวนมากหน่อยหรือจะใช้ด่าง Alkali อย่างชนิดกลางๆ เช่น Bicarbonate of soda ก็ได้




วิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดด่าง Alkali ที่มีอยู่มากในคอนกรีตก็คือใช้กรด Phosphoric Acid สัก 1 ออนซ์ ต่อน้ำ 50 แกลลอน คนให้เข้ากันดีแล้วทิ้งไว้ประมาณ 48 ชั่วโมง ต่อไปเอาน้ำนี้ออก ล้างตู้ให้สะอาดแล้วจึงจะเอาตู้ ไปใช้ได้ หรือถ้าไม่ทำเช่นนี้ ก็ต้องคอยเปลี่ยนน้ำที่แช่อยู่เรื่อยๆ แต่ไม่น้อยกว่า 4 น้ำ ภายในระยะเวลา 1 เดือน แล้วจึงจะใช้ตู้ได้เพื่อความปลอดภัยของปลา
ถ้าเป็นตู้คอนกรีตเก่าๆ ที่มีรอยแตกร้าวเป็นเส้นผม จะแก้ให้น้ำดูดซึมได้โดยอุดรั่วไว้ โดยใช้ Aluminium paint ถ้าสักหนึ่งหรือสองชั้นก็พอ แต่ถ้ารอยร้าวนั้นโตกว่าเส้นผม ก็ให้เอาน้ำฉีดหรือพรมตามที่รอยร้าวนั้นเสียให้สะอาดก่อน แล้วใช้ซีเมนต์ ผสมทรายอุดยาและเมื่อแห้งแล้วโปรดทาบทับด้วยส่วนผสมชนิดหนึ่งเรียกว่า Solution of liquid glass ขนาดประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์โดยก่อนทาก็ต้องเอาน้ำในตู้ออกให้หมดและเช็ดตัวให้แห้งสนิท หากมีรอยร้าวอยู่หลายๆ แห่ง ก็ใช้ส่วนผสมดังกล่าวถ้าทับด้วยแปรงทาสีอีกครั้งหนึ่ง



ทุกๆครั้งก่อนเอาปลาไปปล่อยในตู้ ควรจะทดลองดูการปล่อยลูกกบ หรือลูกปลาอื่นๆ ที่ไม่มีราคาลงไปดู ให้แน่ใจว่าน้ำที่ในตู้นั้นจะไม่มีรสเค็มกร่อยหรือด่างมากเกินไปจนตายอยู่ไม่ได้ ถ้าลูกกบหรือลูกปลานั้น อยู่ได้อย่างปลอดภัย เมื่อพ้นกำหนดสามวันไปแล้ว ก็แสดงว่า น้ำในตู้นั้นใช้เลี้ยงปลาได้แล้ว เพราะหมดรถซีเมนต์ หรือมีด่าง Alkali อยู่ไม่มากเกินไป แล้วอย่างไรก็ตาม ตู้ปลาคอนกรีตทุกตู้ ไม่ควรทาสีภายในตู้เลยเป็นอันขาด


ข่าวสารปลา เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม www.natfishtank.com








เกร็ดความรู้เรื่องปลา ปลาตู้ ปลาสวยงาม ฝาปิดตู้ปลา ควรมีลักษณะดังนี้




ฝาปิดตู้ปลา

โดยหลักการแล้ว ฝาตู้มีไว้เพื่อประโยชน์ใน การกันปลากระโดด เพราะปลาโดยมากมีความโน้มเอียง ที่จะกระโดดออกมาเมื่อตกใจ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งปลาจำพวกหางดาบ ปลาแคมบูเชีย และสายรุ้ง หรือหางนกยูงซึ่งกระโดดเก่ง รวมทั้งปลากระดี่ต่างๆ เช่น  นางฟ้า กระดี่มุกข์ กระดี่จูบ ซึ่งชอบพุ่งตัวขึ้นมาสะบัดน้ำ แล้วบางทีก็เลยฟาดกับกระจกฝาตู้ เลื่อนไถลออกไปนอกนอกตู้ก็ได เพราะฉะนั้นตู้ปลาจึงต้องให้มีฝาปิดไว้

ซึ่งตามปกติก็ใช้ลวดตาถี่ๆ วางทาบลงบนขอบตู ซึ่งนอกจากจะกันปลากระโดดได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยให้ น้ำมีความอบอุ่นดีขึ้นอีกด้วย เพราะได้อุณหภูมิจากภายนอก เข้าไปได้ง่ายกว่าฝากระจก แต่มีส่วนเสียอยู่บ้างคือ มักจะทำให้ขอบๆ ตู้เป็นสนิมเร็ว


มีบางคนใช้ฝากระจกที่ไม่มีขา ปิดบนปากตู้เลย ซึ่งทำให้คนที่พบเห็นสงสัยและรู้สึกทรมานกลัวว่าปลาจะหายใจไม่ออก เพราะดูเป็นการฝ่าฝืนกับทฤษฎีที่เกี่ยวกับเรื่องออกซิเจนอยู่มากๆ แต่ความจริงนั้นเราจะสังเกตได้ว่าเมื่อเวลาเราไปซื้อปลามานั้น ผู้ขายก็ไม่ได้ใส่ขันใส่กระป๋องให้เราแต่เขาเอาปลาใส่ถุงพลาสติกเล็กๆ ให้เรา ซ้ำร้ายยังผูกปากถุงเสียแน่นอีกด้วยไม่มีทางที่ปลาจะได้ออกซิเจนจากภายนอกเลย แต่ทำไมปลาจึงอยู่ได้เป็นชั่วโมงๆไม่ตาย ทั้งๆที่อยู่ในถุงที่เล็กๆ เพียงนิดเดียว คำตอบในเรื่องนี้ก็คือ ปริมาณของออกซิเจนที่ต้องการสำหรับปลา ที่ในน้ำนั้นเล็กน้อยมาก และจะกินเวลานานโขทีเดียว กว่าน้ำจะดูดเอาออกซิเจน ที่อยู่เหนือระดับน้ำไปได้หมด ที่ภายในตู้ปลา

ซึ่งตามปกติก็มีที่ว่างอยู่บ้าง คือจากระดับน้ำ ถึงปากตู้ ก็ราวๆ หนึ่ง นิ้วฟุต หรือปริมาณ 2 เซนติเมตรเศษๆ เพราะถ้าใส่น้ำมากกว่านั้น ปลาก็กระโดดออกได้ง่าย ตรงที่วางระหว่างฝาตู้ กับระดับน้ำนี้ มีปริมาณออกชิเจน อยู่พอที่จะช่วยให้ปลาหายใจ ได้เป็นเวลา ตั้งหลายๆ วัน กว่าจะหมด และถึงหมดแล้วก็ถึงเวลา ที่จะต้องทำความสะอาดตู้ปลา กันก็จะมีออกซิเจน เข้าไปได้ไหมอีก


ตามความเห็นของข้าพเจ้าเองนั้นเห็นว่า การปิดตู้โดยแผ่นกระจกให้สูงกว่าปากตู้เล็กน้อย โดยอาศัยติดขาไว้ 4 ขา หรือไม่ก็ใช้ตะแกรงลวดปิดแนบปากตู้แทนจะปลอดภัยดีกว่า ไม่ใช่เพื่อจะให้น้ำได้รับออกซิเจนใหม่ๆ เข้าไปเท่านั้น แต่จุดใหญ่ๆอยู่ที่ “การระเหยตัวของแก๊ส หรือคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีอยู่ในน้ำ” นั้นอีกด้วย ซึ่งยิ่งระเหยออกไปได้เร็วเพียงใด ก็ยิ่งทำให้น้ำตอนใกล้ระดับหน้าๆ เย็นลงและมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งเมื่อน้ำส่วนนี้เย็นลง ก็จะทำให้เกิดการถ่ายเทของอากาศ ไม่หนาวไม่เย็นแก่น้ำในตู้ปลานั้น อันจักเป็นประโยชน์ดีขึ้น แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างกล่าวคือ ไม่ดีสำหรับปลาที่ทำรังด้วยหยดน้ำ เพราะปลาชนิดนี้เมื่อวางไข่แล้ว

ควรใช้ฝาปิดไว้จนกระทั่งมีอายุได้อย่างน้อยถึง 3 เดือนแล้วถึงจะปลอดภัย
สำหรับฝาโปร่งๆ นั้นก็ดีแน่ ไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูร้อน และควรจะเป็นชนิดที่ไม่ขึ้นสนิมได้ยิ่งดี ทั้งควรทำให้กรอบไม้เบาๆ วางทับกับปากตู้ หรือจะทำเป็นกรอบแบบโคร่งๆ ลงไปวางกับปากตู้ก็ได้ และมีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เกี่ยวกับเรื่องปลากระโดด หรือไม่กระโดดนี้ โดยมาก มักจะเป็นเวลาที่ทำการโยกย้ายตู้ปลา เมื่อปลาได้รับความตกใจหรือ เมื่อเวลาทำความสะอาดตู้ปลา เป็นต้น แต่ตามปกติแล้ว ปลาจะไม่กระโดดถ้าตู้ปลานั้นมีต้นไม้ น้ำให้ปลาอาศัยหลบได้อย่างพอเพียง



ข่าวสารปลา เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม www.natfishtank.com







เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม ชั้นหรือที่ตั้งของตู้ปลา เกร็ความรู้เรื่องปลา






ชั้นหรือที่ตั้งของตู้ปลา

ที่จริงที่ไหนๆก็ตั้งตู้ปลาได้ถ้าไม่กระทบกระเทือนถึงปลา เช่นไม่ร้อนจัดหรือเย็นจัดจนปลาอยู่ไม่เป็นสุขแล้ว ก็น่าจะตั้งตู้ปลาได้ทั้งนั้น แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า เราเลี้ยงปลาจำพวกนี้ไว้ดูเล่นกัน ไม่ใช่เลี้ยงไว้กินเลี้ยงไว้แกง เพราะฉะนั้นการจะตั้งตู้ปลาที่ตรงไหน จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้ดีกว่าผู้อื่น ถ้าเป็นเพียงปลาตู้สองตู้ก็คงจะไม่สู้จะยุ่งยากอะไรนักเพียงแต่หาโต๊ะที่พอจะตั้งตู้ปลาตู้สองตู้นั้นได้มาวางที่ตรงไหนก็ได้ แต่ถ้าปลาจำนวนมากๆ ตู้ด้วยกันแล้ว การแยกตั้งที่โน่นตู้ที่นี่ตู้ ก็อาจจะทำให้เราชมปลาของเราได้ไม่สะดวก 

คือต้องลุกต้องเดินไปดูตู้โน้นตู้นี้ที สู้ตั้งรวมกันอยู่ใกล้ๆ กันน่าจะดีกว่า และสะดวกสบายกว่า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงใคร่แนะนำให้ท่านใช้ชั้นซึ่งทำด้วยไม้ยางชิ้นเล็กๆ อย่างง่ายๆ ราคาก็ถูกๆ และไม่เก้งก้างเทอะทะ ทั้งน้ำหนักก็เบายกย้ายไปไหนมาไหนได้สะดวกดังนี้




 1.ใช้ระแนงไม้ยาง เลือกเอาท่อนตรงๆ ที่ใสแล้ว และมีขนาดสม่ำเสมอกัน โตไม่น้อยกว่า 2 เซนติเมตรสี่เหลี่ยม ยาวแล้วแต่จำนวนตู้ที่จะตั้ง (แต่ก็ต้องดูขนาดยาวของไม้ตามท้องตลาดประกอบด้วย) เอามาประกอบเป็นโครง สูงไม่เกินระดับสายตาของคนเราโดยทั่วๆ ไป คือราวๆ 65 เซนติเมตร
            
2. กะให้ระดับแนวของไม้ชั้นบน สูงจากฝาตู้ที่อยู่ชั้นล่างประมาณ 6 นิ้วฟุตหรือประมาณ 15 เซนติเมตร เพื่อความสะดวกเวลาจะทำความสะอาดของตู้ปลาหรือให้อาหารปลา
            
3.กะให้ส่วนยาวของแต่ละช่วงที่จะวางตู้ปลายาวกว่าตู้ปลาข้างละ 1 เซนติเมตร เช่นถ้าตู้ปลาของท่านยาว 30 เซนติเมตร ก็กะให้ชั้นนั้นกว้าง 31 เซนติเมตร ถ้าชั้นหนึ่งจะตั้งตู้ปลา 4 ตู้ ก็ต้องยาว 124 เซนติเมตร บวกด้วย 1 เซนติเมตร เท่ากับยาวทั้งสิ้น 128 เซนติเมตร
           
4.กะให้ส่วนลึก (หมายถึงนะยะจากด้านหน้าเข้าไปถึงด้านหลัง) มากกว่าส่วนกว้างของตู้ปลาประมาณข้างละ 1 เซนติเมตร เช่นถ้าตู้ปลากว้าง 20 เซนติเมตร ส่วนลึกของชั้นวัดจากผิวไม้ระแนงตัวนอนด้านหน้าไปจดผิวไม้ระแนงตัวนอนด้านหลัง หรืออีกนัยหนึ่งวัดจากริมในของชั้นก็ราวๆ 21 เซนติเมตร
            
5.เมื่อกะเรียบร้อยแล้วก็เลื่อยไม้ระแนงออกตามจุดที่กำหนดไว้ เช่น ตัวขวางขนาดยาวเท่ากับส่วนลึกของชั้น รวมเป็นจำนวนเท่ากับ จำนวนตู้ปลาทั้งหมดที่จะตั้งบวกด้วยหนึ่งสำหรับไม้ชิ้นขนาดนี้ในชั้นหนึ่งและอีกจำนวนหนึ่งสำหรับยึดตอนบนสุด เท่ากับ จำนวนที่กะไว้สำหรับตั้งตู้ปลาในชั้นหนึ่งๆ แต่ให้ยาวกว่าอีก 2 เท่าความกว้างของไม้ระแนงนั้น
          
6. กะและเลื่อยไม้ระแนงตัวตั้งอีกชุดหนึ่ง ให้มีขนาดยาวเท่าส่วนสูงของตู้ปลา บวกด้วยอีก 6 นิ้วหรือ 15 เซนติเมตร จำนวนเท่ากับจำนวนตู้ปลา บวกด้วยสองสำหรับใช้ในชั้นหนึ่งๆ และอีกจำนวนหนึ่งสำหรับใช้ที่ใต้ชั้นล่างสุด โดยมีความยาวเท่ากับส่วนสูงของระดับชั้นล่างสุดที่ต้องการ และมีจำนวนเท่ากับที่กะไว้สำหรับตู้ชั้นหนึ่งๆ บวกด้วย 2
            
7. เอาไม้ที่เลื่อยแล้วในข้อ 6 มากะทาบกับไม้ระแนงท่อนยาวที่ดัดแล้ว ซึ่งมีขนาดยาวเท่ากับจำนวนชั้นที่จะตั้งตู้ปลานั้น โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นล่างขึ้นมาแล้วเย็บไม้ที่วางทาบนั้นกับไม้ท่อนยาว ด้วยตะปูขนาด 1 นิ้ว ชนิดผอมเพื่อกันไม้แตกร้าว ยึดประมาณท่อนละ 3 ตัว ทำไว้เช่นนี้จำนวนเท่ากับตู้ปลาที่ในชั้นหนึ่งบวกด้วย 2 (คือโครงหน้าหนึ่งชุดและโครงหลังอีกหนึ่งชุด) ยกเว้นชั้นบนเพราะไม่ต้องรับน้ำหนักอะไร
            
8. เอาไม้ที่เลื่อยไว้ในข้อ 5 มาตีทับปลายโครงไม้ที่ทำไว้ในข้อ7 โดยจัดให้ปลายทับปลาย แล้วใช้ตะปูเย็บเพียงปลายละตัวก็พอ ถ้าใช้มากปลายไม้อาจจะแตกและเสียกำลัง
            
9.ทำซ้ำตามข้อ 7 และข้อ 8 จนครบทุกชั้นเสร็จแล้วจับโครงไม้ที่ประกอบแล้วนี้นอนลง ตีตะปูยึดจากไม้ยาวชิ้นนอกเข้าไปจับชิ้นในที่ขวางอยู่ชิ้นละตัวๆ จนครบทั้ง 2 ด้าน แล้วตีไม้ยาวขวางเป็น X ที่ด้านหลังของโครงไม้นี่ เพื่อกันโย้รวน แล้วจึงจับตั้งขึ้นใหม่ เอาตู้ปลาเข้าบรรจุตามช่องตามชั้นทุกชั้นจนครบ แล้วจึงใส่น้ำเข้าตู้ปลา แต่ในการใส่น้ำตู้ปลานี้ ควรใส่ตู้ชั้นล่างก่อน แล้วจึงค่อยๆ ใส่ตู้ที่เหนือๆ ขึ้นไป เพื่อป้องกันมิให้ชั้นล้ม และควรใช้ลวดยึดโครงด้านในตอนบนๆ ไว้กับฝาที่แอบชั้นปลานี้ไว้ด้วย


ชั้นที่ตั้งตู้ปลาแบบนี้ มองดูเผินๆ จะรู้สึกบอบบางมาก ดูไม่น่าจะรับน้ำหนักอะไรได้เลย แต่ความจริงไม้ระแนงที่เป็นตัวตั้ง ตั้งแต่ชั้นบนยาวตลอดลงไปจรดพื้นทั้งด้านหน้าและด้านหลังซึ่งดูเล็กนิดเดียวนั้นหาได้รับน้ำหนักอะไรจริงจังได้ เพราะไม้ชิ้นนี้รับน้ำหนักจริง คือตัวที่แอบอยู่ด้านในและตีทาบไว้กับไม้ยาวด้านหน้านั้นซึ่งมองไม่ค่อยเห็นนั่นต่างหากที่ช่วยรับน้ำหนักอยู่ เลยทำให้เป็นชั้นที่แข็งแรงใช้การได้ ทั้ง ๆ ที่รู้สึกโปร่งเบา แต่ก็น่าดูดีมาก ยิ่งถ้าได้ทาสีเสียให้รับกับตู้ปลาของท่าน เช่น สีฟ้าปนสีเทาอ่อนๆ หรือ Light Bluish Gray เป็นต้น ก็จะยิ่งหน้าดูยิ่งขึ้น

ข่าวสารปลา เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลา เลี้ยงปลาตู้ ปลาสวยงาม www.natfishtank.com